การประชุมระดับสูง COP25

การประชุมระดับสูง COP 25

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำและระดับรัฐมนตรี (High-level Segment) ของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๕ (COP25) การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๑๕ (CMP 15) และการประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส สมัยที่ ๒ (CMA 2)

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๒ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ ๒๕ (COP25) การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๑๕ (CMP 15) และการประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส สมัยที่ ๒ (CMA 2) เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำและระดับรัฐมนตรี (High-level Segment) ของการประชุมดังกล่าว โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการประชุมครั้งนี้ มี Ms. Carolina Schmidt รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐชิลี ในฐานะประธาน COP 25/CMP 15/CMA 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีของประเทศต่าง ๆ กล่าวถ้อยแถลงเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและความคาดหวังในการประชุมครั้งนี้ โดยมีผู้แทนระดับสูงจากทุกประเทศเข้าร่วมกว่า ๑๙๐ ประเทศ

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยเพื่อแสดงจุดยืนในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้มีการบูรณาการเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในวาระการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินงานในช่วงก่อนสิ้นปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เมื่อปี ๒๕๖๐ ในภาคพลังงานและขนส่ง ซึ่งคิดเป็นสองเท่าของเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๖๓ นอกจากนั้น ประเทศไทยได้พยายามเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการดำเนินงานภายในประเทศ โดยการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลลากรในประเทศ และกำหนดโครงสร้างที่จำเป็นในการดำเนินการให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวจากผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อทำให้การดำเนินงานในประเทศสอดคล้องและตอบโจทย์เป้าหมายความตกลงปารีส โดยมีตัวอย่างการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ การจัดทำร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของไทย การจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และการปรับปรุงระบบการเงินในประเทศ รวมถึงการเสริมสร้างบทบาทของกองทุนสิ่งแวดล้อมในการสนับสนุนทางการเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนในการจัดทำโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะบูรณาการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น การอนุรักษ์ความหลายหลายทางชีวภาพ การลดมลสารช่วงชีวิตสั้นที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ (Short-lived climate pollutants) และขยะทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ ในฐานะประธานอาเซียน ประจำปี ๒๕๖๒ ประเทศไทยได้ผลักดันบทบาทของอาเซียนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการจัดทำถ้อยแถลงของอาเซียนสำหรับการประชุมสุดยอด United Nations Climate Action Summit ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในฐานะประธานอาเซียนในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๒ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และยังได้จัดทำถ้อยแถลงของอาเซียนสำหรับการประชุม COP 25/CMA 15/CMA 2 นี้ด้วย ท้ายที่สุดประเทศไทยเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้รวมกับประเทศต่าง ๆ ภายใต้กลไกความร่วมมือพหุภาคี และเน้นย้ำว่า “โลกนี้ ไม่ใช่มรดกที่เราได้รับมาจากพ่อแม่ของเรา หรือจากบรรพบุรุษของเรา แต่เรายืมโลกนี้มาใช้จากลูก หลาน และเหลนของเราต่างหาก” (“We did not inherit this earth from our parents or ancestors, we merely borrow it from our children, our grandchildren and our great-grandchildren” ในโอกาสนี้ ประเทศไทยจึงแสดงความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานเพื่อปกป้องภูมิอากาศสำหรับอนาคตของโลกและลูกหลานของเราทุกคน

(Visited 61 times, 1 visits today)